Promote Website Now !!!
Promote your site by teckth
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง และประวัติ ประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) (จีน: 許心美) (8 เมษายน พ.ศ. 2400 – 10 เมษายน พ.ศ. 2456) เจ้าเมืองตรัง ผู้พัฒนาเมืองตรังให้เจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นเมืองเกษตรกรรม และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต คอซิมบี้ ณ ระนอง เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 5 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2400 ตรงกับเดือนเมษายน พ.ศ. 2440 ที่จังหวัดระนอง เป็นบุตรคนสุดท้องของ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง ณ ระนอง) เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 3) พร้อมกับ นางกิม โดยชื่อ \\\”ซิมบี้\\\” แปลว่า ผู้มีจิตใจดีงาม เมื่ออายุได้ 9 ขวบ ได้ติดตามบิดาก้าวเดินทางกลับไปประเทศจีนและอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 2 ปี ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมกับได้ดูแลกิจการแทนบิดา ทั้ง ๆ ที่มิได้เรียนหนังสือ มีความรู้หนังสือเพียงแค่เซ็นชื่อตนได้เท่านั้น แต่มีความสามารถพูดได้ถึง 9 ภาษา บิดาจึงหวังจะให้สืบทอดกิจการการค้าแทนตน มิได้ประสงค์จะให้รับราชการเลย
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง และประวัติ ประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) (จีน: 許心美) (8 เมษายน พ.ศ. 2400 – 10 เมษายน พ.ศ. 2456) เจ้าเมืองตรัง ผู้พัฒนาเมืองตรังให้เจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นเมืองเกษตรกรรม และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต
คอซิมบี้ ณ ระนอง เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 5 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2400 ตรงกับเดือนเมษายน พ.ศ. 2440 ที่จังหวัดระนอง เป็นบุตรคนสุดท้องของ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซูเจียง ณ ระนอง) เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 3) พร้อมทั้ง นางกิม โดยชื่อ ซิมบี้ แปลว่า ผู้มีจิตใจดีงาม เมื่ออายุได้ 9 ขวบ ได้ติดตามบิดาเดินดุ่มทางกลับไปประเทศจีนและอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 2 ปี ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมทั้งได้ดูแลกิจการแทนบิดา ทั้ง ๆ ที่มิได้เรียนหนังสือ มีความรู้หนังสือเพียงแค่เซ็นชื่อตนได้เท่านั้น แต่มีความสามารถพูดได้ถึง 9 ภาษา บิดาจึงหวังจะให้สืบทอดกิจการการค้าแทนตน มิได้ประสงค์จะให้รับราชการเลย
ถัดจากนั้น เมื่อบิดาถึงแก่กรรม ขณะที่คอซิมบี้อายุได้ 25 ปี พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก้อง ณ ระนอง) ผู้เป็นพี่ชาย ต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร) ได้นำรับราชการเป็นครั้งแรก เพราะเข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงบริรักษ์โลหวิสัย ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองระนอง ต่อมาได้เลื่อนเป็นผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ บรรดาศักดิ์เป็น พระอัษฎงคตทิศรักษา ถัดจากนั้นได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ทั้งนี้เนื่องจากราษฎรชาวตรังได้ยื่นฎีกาถวายความว่า เจ้าเมืองตรังคนก่อน (พระยาตรังคภูมิภาบาล (เอี่ยม ณ นคร)) กดขี่ข่มเหงราษฎรทั้งที่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดี
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เมื่อรับตำแหน่งเจ้าเมืองตรังได้พัฒนาปรับปรุงสภาพหลายอย่างในเมืองตรังให้เจริญรุ่งเรืองหลายอย่าง ด้วยกุศโลบาลส่วนตัวที่แยบยล ดัง การตัดถนนที่ไม่มีผู้ใดเหมือน รวมทั้งส่งเสริมชาวบ้านให้กระทำการเกษตร ดัง ให้เลี้ยงไก่โดยบอกว่า เจ้าเมืองต้องการไข่ไก่ ให้เอากาฝากออกจากต้นไม้ โดยบอกว่าเจ้าเมืองต้องการเอาไปทำยา ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟ พร้อมทั้งยางพารา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำยางพารามาปลูกที่ภาคใต้ จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเช่นในปัจจุบัน
ในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ได้จัดตั้งกองโปลิศภูธรขึ้นแล้วซื้อเรือกลไฟไว้เป็นพาหนะตรวจลาดตระเวณ บังคับให้ทุกบ้านเรือนต้องมีเกราะตีเตือนภัยไว้หน้าบ้าน หากบ้านใดได้ยินเสียงเกราะแล้วไม่ตีรับจะมีโทษ เป็นต้น
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มีวิธีการบริหารปกครองแบบไม่มีใครเหมือน โดยใช้หลักเมตตาเหมือนพ่อที่มีต่อลูก เช่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามนโยบายก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก แต่การลงโทษนั้นให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คนผู้นั้น เช่น ให้ไปทำนา เป็นต้น ชาวบ้านถือมีดพร้าผ่านมาก็จะขอดู ถ้าพบว่าขึ้นสนิมก็จะดุกล่าวตักเตือน แม้แต่ข้าราชการก็อาจถูกตีศีรษะได้ต่อหน้าธารกำนัลถ้าทำผิด หรือแม้กระทั่งดูแลให้ชาวบ้านสวมเสื้อเวลาออกจากบ้าน
พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรังนาน 11 ปี ในปี พ.ศ. 2444 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ต รับผิดชอบดูแลหัวเมืองตะวันตก ตั้งแต่ภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา ตะกั่วป่า ระนอง และสตูล มีผลงานเป็นที่เลื่องลือไปถึงหัวเมืองมลายูและปีนัง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี แต่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ได้ปฏิเสธ จึงได้ทรงจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งพระยารัษฎา ฯ ก็ได้ปิดประตูไปอีกอย่างนิ่มนวล โดยขอเป็นเพียงสมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ต เช่นเดิมต่อไป จากนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสายสะพายช้างเผือกชั้นที่ 1 และทรงถือว่าพระยารัษฎา ฯ เป็นพระสหาย สามารถห้อยกระบี่เข้าเฝ้าฯ โดยพระบรมราชานุญาตพิเศษ
พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี ได้สิ้นชีวิตลงเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2456 ที่บ้านจักรพงษ์ ที่ปีนัง ด้วยสาเหตุเจ็บป่วยจากการถูกยิงโดยคนสนิท พร้อมกับหลานชาย (พระสถลสถานพิทักษ์ (คอยู่เกียด ณ ระนอง)) ที่ท่าเทียบเรือกันตัง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 รวมอายุได้ 56 ปี
เมื่อสิ้นชีวิต หลวงบริรักษ์โลหวิสัย บุตรชายได้รับหนังสือแสดงความเสียใจจากบุคคลต่าง ๆ รวมถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพราะเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชโทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีใจความว่า
เรามีความเศร้าสลดอย่างยิ่งในอนิจกรรมของบิดาเจ้า ผู้ซึ่งเรายกย่องอย่างสูง ไม่เฉพาะที่เป็นข้าราชการเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นเพื่อนผู้หนึ่ง ซึ่งเราเศร้าสลดที่ต้องสูญเสียไปเช่นนั้น จงรับความเศร้าสลดและเห็นใจอย่างแท้จริงจากเราด้วย
ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2456 หนังสือพิมพ์ สเตรตส์ เอโก พร้อมทั้งหนังสือพิมพ์ปีนังกาเซ็ต ที่ตีพิมพ์ในปีนังก็ได้ลงบทความไว้อาลัยต่อการจากไปของพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี พร้อมทั้งยกย่องว่าเป็นสมุหเทศาภิบาลที่ยอดเยี่ยมมมาก ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนทั้งในอดีตและอนาคต
ปัจจุบัน อนุสาวรีย์ของพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองตรัง ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร และ อยู่บน เขารัง จังหวัด ภูเก็ต
Tags: trang, กันตัง, จ ตรัง, จังหวัดตรัง, ตรัง, ถ้ำมรกต, ถ้ำเล, ถ้ำเลเขากอบ, ทะเลตรัง, ท่องเที่ยวตรัง, นาโยง, ปะเหลียน, ย่านตาขาว, รัษฎา, วังวิเศษ, สิเกา, หาดสำราญ, ห้วยยอด, เกาะกระดาน, เกาะมุก, เกาะม้า, เกาะรอก, เกาะเชือก, เกาะเหลาเหลียง, เที่ยวตรัง